หมวดหมู่: Psychology

  • Memo #7

    สร้างระบบ ไม่ใช่เป้าหมาย” (Set Systems, Not Goals) เคยสงสัยกับคำๆ นี้หรือไม่?

    คนเรามักถูกปลูกฝังมาเสมอว่า ให้ตั้งเป้าหมายและพยายามบรรลุเป้าหมายนั้น ตัวอย่างเช่น เป้าหมายว่าปีนี้ ฉันจะลดน้ำหนักให้ได้ 10 กิโลกรัม เป็นเป้าหมายที่มีความท้าทายและมีความเป็นไปได้ อาจจะทำด้วยการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกาย แต่สุดท้ายเราก็ไม่เคยเข้าถึงเป้าหมายที่หวังเลย

    คำตอบ เพราะคนเรามักหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดทันที เช่น ความเหนื่อยจากการออกกำลังกาย หรือ รสชาติอาหารที่จืดชืด แม้ว่าการทำเช่นนี้จะนำเราไปสู่เป้าหมายที่ต้องการก็ตาม

    ดังนั้น จึงมีการแนะนำให้ใช้ “ระบบ” มาแทน คือ กำหนดสิ่งที่จำเป็นต้องทำประจำ เป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยากและมีรางวัลจากการที่ทำ เช่น ฉันจะออกไปเดินทุกวัน (ฉันได้ออกกำลังกายแล้ว) หรือ ฉันจะกินสลัดในทุกมื้อเย็น (ฉันได้ลดการกินแป้งและน้ำตาลแล้ว)

    การทำสิ่งเล็กๆ แบบนี้ทุกๆ วัน เมื่อเราทำเป็นประจำ ต่อเนื่อง ผลลัพธ์ที่ได้น้ำหนักที่ลดลงนั่นเอง

    ตัวอย่างการสร้างระบบเฉพาะตัว ให้พิจารณา “เวลาและสถานที่”

    เลือกเวลาเช้า สาย บ่าย ค่ำ เวลาใดเวลาหนึ่ง ตามที่เรารู้สึกว่าพร้อมที่สุด

    เลือกสถานที่ ที่คาดว่าจะทำให้งานของเราลื่นไหล ไม่สะดุดมากที่สุด

    และทำให้ช่วงระยะเวลานั้น ปลอดจากสิ่งรบกวนต่างๆ

  • Memo #6

    กลุ่มนักแสดงตลกในนิวยอร์กที่มารวมตัวพูดคุยในร้านอาหารชื่อ Lindy’s Delicatessen สังเกตว่า หากรายการทีวีใดที่ฉายมาแล้ว 2 สัปดาห์ มักจะอยู่ได้อีก 2 สัปดาห์ แต่หากรายการที่ฉายมาแล้ว 2 ปี มักจะอยู่ได้อีก 2 ปี แนวคิดนี้เชื่อว่า “สิ่งใดอยู่มานาน ยิ่งมีแนวโน้มจะอยู่ต่อไปอีกนาน” จึงเรียกกันว่า “Lindy Effect” ตัวอย่างเช่น งานวรรณกรรมคลาสสิก ที่ยังคงถูกอ่านและศึกษาแม้ล่วงเลยเวลามาเนิ่นนานแล้ว เพราะคุณค่าของงานชิ้นนั้นยังคงอยู่

    Scott Adam นักการ์ตูน ผู้เขียนหนังสือ How to Fail at Almost Everything and Still Win Big เล่าถึงรูปแบบหนึ่งที่สำคัญมาก นั่นคือ “สิ่งที่รุ่งมักจะฉายแววรุ่งตั้งแต่วันแรก ส่วนสิ่งที่ร่วงมักจะแย่ตั้งแต่วันแรกและแย่ตลอดไป” เขาเรียกสิ่งนี้ว่า The X Factor

    ตัวชี้วัดของ “ความสำเร็จในชีวิต คือ อะไร?

    คนเราแต่ละคนใช้ตัวชี้วัดที่อาจเหมือนหรือแตกต่างกัน เราสามารถตัดสินคนอื่นด้วยตัวชี้วัดที่แตกต่างกันหรือไม่? หรือเราไม่ควรตัดสินคนอื่นเลย !

  • Memo #5

    ครั้งแรกเมื่อผมอ่านพบว่า Naval Ravikant กล่าวถึง “การอ่านเร็วกว่าการฟัง” (Reading is faster than listening) ผมเองก็งงๆ เพราะมันเหมือนขัดกับความรู้สึก แต่มาเริ่มเข้าใจเมื่อรู้ว่าเขาต้องการจะสื่อถึงการอ่านช่วยให้เราควบคุมความเร็วในการรับข้อมูลได้เอง เราสามารถอ่านเร็วหรือช้า ข้ามบางส่วน หรือย้อนกลับได้ตามต้องการ ในขณะที่การฟังจะมีจังหวะที่กำหนดไว้โดยผู้พูด

    ข้อความที่ถูกเขียนขึ้นมักกระชับและตรงประเด็นมากกว่าการพูด ซึ่งอาจมีการเล่าเรื่องหรืออธิบายทำให้ใช้เวลานานกว่า นอกจากนี้การอ่านช่วยให้เราเข้าถึงสาระสำคัญได้เร็วกว่า โดยเฉพาะเมื่อต้องการค้นหาข้อมูลเฉพาะเจาะจง เช่น วัตถุประสงค์หรือหัวข้อของหนังสือหรือบทความนั้นๆ

  • Memo #3

    Herbert Simon นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล เสนอแนวคิด “เหตุผลจำกัด” (Bounded Rationality) ที่อธิบายว่า มนุษย์ต้องการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลที่สุด แต่ในความเป็นจริงกลับไม่สามารถทำได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องด้วยข้อจำกัด เช่น เวลา ข้อมูล ดังนั้น มนุษย์จึงพยายามหาทางเลือกที่พอใช้ได้ในการตัดสินใจ

    แนวคิดนี้นำไปสู่ “เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม” (Behavioral Economics) ที่ขัดกับแนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ที่เชื่อว่ามนุษย์มีเหตุผลสมบูรณ์ในการตัดสินใจ

  • Memo #1

    สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant โดย Eric Jorgenson

    Naval Ravikant ใช้วลีนี้เพื่ออธิบายว่า การเลือกที่ง่าย เช่น การผัดวันประกันพรุ่งหรือหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ จะทำให้ชีวิตยากขึ้นในระยะยาว ในทางกลับกัน การเลือกที่ยาก เช่น การทำงานหนัก การลงทุนในตนเอง หรือการเผชิญหน้ากับความจริง จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นในอนาคต

    อธิบายได้ว่า มนุษย์ให้ค่าสิ่งที่ได้รับในปัจจุบันมากกว่าผลลัพธ์ในอนาคต คนเรามักหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดทันที เช่น ความเหนื่อยจากการออกกำลังกาย แม้ว่าจะนำไปสู่ผลเสียในอนาคตก็ตาม หรือคนเรามักเลือกอยู่กับสิ่งที่ง่ายและคุ้นเคย แม้จะทำให้เสียโอกาสในอนาคต

    แหล่งอ้างอิง:

    • Jorgenson, E. (2020). The Almanack of Naval Ravikant: A guide to wealth and happiness. Magrathea Publishing.